อยากขายของมั่ง สั่งอะไรมาขายดี

คำถามนี้น่าจะเป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตของคนอยากเป็นพ่อค้าแม่ขายนะครับ เคยมีลูกค้าเมล์มาถามผมอยู่เหมือนกัน ที่อ่านเจอตามเว็บก็มีบ่อย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีคำตอบที่เอาไปทำได้จริงเท่าไหร่ บางคนก็บอกว่าถ้าฉันตอบได้ฉันก็สั่งมาขายเองไม่ดีกว่าหรือ หรือไม่ก็บอกว่าเรื่องแบบนี้คนที่เค้ารู้จริงคงไม่มาบอกกันง่าย ๆ หรอก

แรก ๆ ที่เจอคำถามทำนองนี้ผมเองก็หนักใจที่จะตอบอยู่เหมือนกัน นั่งคิดไปคิดมาตั้งนานกว่าจะหาคำตอบที่น่าจะช่วยชี้ทางให้คนถามได้บ้าง พอมาเขียนบทความเรื่องค้า ๆ ขาย ๆ อีกครั้ง ก็คิดว่าต้องเขียนหัวข้อนี้ไว้หน่อย เผื่อมีคนมาถามจะได้ส่งให้อ่านเลย ไม่ต้องพิมพ์ตอบกันยาว ๆ เพราะคำตอบก็คงจะคล้าย ๆ กันสำหรับทุกคนนั่นแหละครับ

จะว่าไปผมก็ไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญหรือเก่งกาจอะไรในเรื่องค้าขาย แค่พอจะมีช่องทางเฉพาะตัวและค้าขายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น เพียงแต่บางครั้งก็มีลูกค้าที่เป็นรุ่นน้องมาปรึกษาบ้างไรบ้าง ผมก็ตอบไปเท่าที่ประสบการณ์และสติปัญญาของผมจะทำได้ ถ้าถามมาแบบคนตั้งใจจริงผมก็จะตอบให้แบบตั้งใจตอบจริง ๆ ส่วนจะเอาไปทำได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ ความพยายาม และวาสนาของคนถามล่ะครับ เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีสูตรตายตัวที่จะให้ใครได้อะไรดี ๆ แบบสบายกว่าคนอื่นมาก ๆ หรอกครับ ยกเว้นคนมีวาสนาดีอาจจะสบายกว่าเพื่อนบ้าง

แล้วตกลงจะบอกมั้ยล่ะว่าขายอะไรดี?

บอกสิครับ กำลังจะบอกอยู่เนี่ย ตอบตรง ๆ เลยนะครับ ผมคิดว่าขายของที่ตัวเราคิดว่าเราจะขายได้ดีที่สุดครับ อันนี้ไม่ได้กวนนะครับ ผมคิดว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะคนเราแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน มีความชอบและความถนัดไม่เหมือนกัน เงื่อนไขทางสังคมและสิ่งแวดล้อมก็แตกต่างกัน สินค้าที่แต่ละคนจะขายได้ดีจึงแตกต่างกันด้วย ยิ่งกว่านั้น มีบางคนที่เริ่มต้นด้วยการขายสินค้าอย่างหนึ่งแต่ไปประสบความสำเร็จกับสินค้าอีกอย่างหนึ่งก็มี แปลว่าเงื่อนไขต่าง ๆ มันไม่ได้คงที่ตายตัว มันแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา ถ้าเราปรับตัวได้ก็ยังอยู่รอดหรือสำเร็จได้

ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพดีกว่า

ช่วงที่ผมเริ่มรับสั่งสินค้าจีนใหม่ ๆ มีลูกค้าเป็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาสั่งซื้อพวกเสื้อผ้าแฟชั่นสไตล์เกาหลีแบบที่เค้านิยมกันในสมัยนั้น เธอยังเป็นนักศึกษาอยู่ มีอาชีพเสริมเป็นนางแบบหรือพริตตี้ตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ ด้วย รู้เรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตามที่ตลาดกำลังนิยมกันอยู่แล้ว เธอก็รับพรีออเดอร์แล้วมาสั่งกับผมไปส่งให้ลูกค้าอีกที แรก ๆ ก็สั่งไม่มากเท่าไหร่ ทำไปทำมาก็สั่งเยอะขึ้นจนถึง 70-80 กิโลกรัมต่อล็อตก็มี ผมคิดว่าน้องเค้าทำได้ดีพอสมควร แต่ทำอยู่ประมาณปีนึงก็เลิก ไม่รู้ว่าติดเรียนกำลังจะจบหรือมีเหตุผลอะไรอย่างอื่น แต่ในช่วงหลัง ๆ แม่ค้าพรีออเดอร์ออนไลน์แนวนี้ก็มีเพิ่มมากขึ้นราวกับดอกเห็ด การแข่งขันรุนแรงมากขึ้นด้วย อาจจะเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้น้องคนนี้เลิกทำไป

ต่อมาอีกสองปีได้มั้ง น้องคนนี้เมล์มาหาผมใหม่ บอกว่าอยากกลับมาขายของแบบเดิมอีก ผมก็ให้เงื่อนไขราคาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไปเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้เธอไม่สามารถขายได้ในราคาที่เคยขายแบบเมื่อก่อนแล้ว เพราะมีคู่แข่งตัดราคากันเต็มไปหมด สุดท้ายก็เลยเลิกล้มความคิดที่จะกลับมาทำใหม่ ป่านนี้คงหันไปทำอย่างอื่นแล้วล่ะครับ

กรณีนี้ผมอยากจะสรุปว่า สำหรับสินค้าฮ็อตฮิตทั้งหลาย ถ้าเราอยู่ในกลุ่มแรก ๆ ที่ขายสินค้าชนิดนั้นก็พอมีโอกาสเกิดได้ แต่หลังจากนั้นตลาดจะเกิดการแข่งขันดุเดือดขึ้น ถ้าเรายังทำเหมือนเดิมหรือทำเท่าเดิม ก็อาจจะถูกเจ้าใหม่ เจ้าใหญ่ ๆ ที่มาทีหลังแต่แข็งแกร่งกว่ามาก ๆ เบียดเราออกจากตลาดไปเลยก็ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนมีทุนน้อยจะขายสินค้ายอดนิยมไม่ได้เอาเสียเลย

เพราะการซื้อขายนอกจากเรื่องสินค้าแล้ว องค์ประกอบสำคัญของมันอีกอย่างก็คือความสัมพันธ์ระว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ถ้าเราเป็นผู้ขายที่สามารถเข้าถึงผู้ซื้อจำนวนหนึ่ง อาจจะไม่ได้มากมายนัก แต่มันเป็นพื้นที่เฉพาะที่เราสามารถเข้าถึงได้ดีกว่าคนอื่น พูดง่าย ๆ ว่าขาใหญ่ที่ขายสินค้าชนิดเดียวกันยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ซื้อกลุ่มนี้ได้ โอกาสที่เราจะขายสินค้าชนิดนั้นก็ยังมีอยู่ แม้จะไม่ได้ยอดขายถล่มทลายแบบขาใหญ่ แต่ก็อาจจะเพียงพอแล้วสำหรับขาเล็ก ๆ อย่างเรา

เล่ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกถึงลูกค้าอีกท่านนึง เป็นแม่บ้านขายของในเฟสบุ๊คเป็นรายได้เสริม สินค้าที่ขายก็เป็นสินค้าแฟชั่นสำหรับผู้หญิงวัยทำงานทั่ว ๆ ไป ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไปทั้งในห้างร้านและร้านค้าออนไลน์ แต่เธอเลือกขายสินค้าเฉพาะในกลุ่มเพื่อนที่รู้จักกันเท่านั้น ไม่ได้ขายให้กับคนทั่วไป แม้จะเป็นการขายแบบพรีออเดอร์เธอก็เลือกสรรรูปแบบดีไซน์ของสินค้าที่เธอและเพื่อน ๆ ในกลุ่มชอบ และกลุ่มเพื่อนของเธอก็คงจะเป็นกลุ่มที่ใหญ่พอสมควร นอกจากเพื่อนแล้วก็ยังมีเพื่อนของเพื่อนด้วย จึงทำให้มียอดขายดีพอสมควรสำหรับการเป็นแม่ค้าที่ทำงานเองคนเดียว ผมจะไม่บอกนะครับว่าสินค้าเป็นอะไร แต่พอจะบอกได้ว่าเป็นสินค้าเกรดดีและราคาสูงทีเดียว ซึ่งของค่อนข้างมีราคาแบบนี้เองทำให้เพื่อน ๆ ที่รู้จักและเชื่อใจกันอยู่แล้วตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่าซื้อจากแม่ค้าทั่วไปที่ไม่รู้จัก มันเป็นเหมือนพื้นที่เฉพาะที่แม่ค้าภายนอกที่เป็นคู่แข่งเจาะเข้ามาโจมตีได้ยากครับ

ดังนั้น ผมจึงบอกลูกค้าบางคนให้เปลี่ยนคำถามเสียใหม่ คือแทนที่จะถามว่าขายอะไรดี ให้ถามตัวเองเสียก่อนว่าเราสามารถขายของให้ใครได้บ้าง สำรวจตัวเองและคนรอบข้างที่เราคุ้นเคยแล้วนึกภาพว่าถ้าเราต้องขายสินค้าให้ใครหลาย ๆ คน เราน่าจะขายให้ใครได้สำเร็จบ้าง หลังจากได้กลุ่มคนที่เราพอจะขายของให้ได้แล้วค่อยมาคิดต่อว่าคนกลุ่มนี้น่าจะสนใจซื้ออะไรบ้าง

หรือบางท่านอาจจะขายของบางอย่างอยู่ก่อนแล้ว มีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนอยู่แล้ว อยากจะขยาย เพิ่มยอดขายให้มากขึ้น ก็ให้เพ่งไปที่กลุ่มลูกค้าเดิมของตัวเองนั่นแหละ พิจารณาดูว่าพวกเขาน่าจะต้องการซื้อสินค้าใหม่ ๆ อะไรอีกบ้างที่ท่านยังไม่มีขาย การค้าขายจะว่าไปมันก็เป็นการแลกเปลี่ยนและตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายนั่นเอง หากราคาขายและเงื่อนไขอื่น ๆ เหมือน ๆ กัน ลูกค้าเก่าก็มีแนวโน้มจะซื้อจากเรามากกว่าจะไปลองซื้อจากเจ้าอื่นที่ยังไม่รู้จักและยังไม่เคยซื้อขายกันมาก่อน

เอาล่ะ ผมก็โม้มาพอสมควร ขอสรุปเลยละกัน สำหรับท่านที่มีคำถามอยู่ในใจว่าจะหาสินค้าอะไรมาขายดี ขอให้ลองคิดเรื่องเหล่านี้ดูครับ

  • สินค้าที่คนอื่นขายดีเราอาจขายไม่ดี เพราะเราไม่มีดีเหมือนเขา
  • สินค้าที่เราขายดี คนอื่นอาจขายไม่ได้ เพราะเขาไม่มีดีเหมือนเรา
  • สินค้าที่ใคร ๆ ก็ขายดี จะดีอยู่ได้ไม่นาน เพราะจะมีคนขายกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องแข่งกันขาย
  • สินค้าที่ไม่ค่อยมีใครขาย อาจจะมีคนสนใจซื้ออยู่จำนวนหนึ่ง หาให้เจอว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน
  • สำรวจตัวเราเองก่อนว่ามีศักยภาพที่จะขายของให้ใครได้บ้าง
  • สำรวจความชอบและความถนัดของเราเองก่อนที่จะขายของตามอย่างคนอื่น
  • นึกถึงคนรอบข้างใกล้ตัวก่อนว่าพวกเขามีอะไรที่ต้องการซื้อแต่ยังหาซื้อไม่ได้บ้าง

สุดท้ายและท้ายสุดของเรื่องนี้ ผมอยากบอกว่าอย่าคิดมากจนเครียดเลยครับ หากสนใจอยากขายของจริง ๆ อย่าเพิ่งคิดว่าเริ่มขายก็จะขายได้กำไรมาก ๆ จะได้รวยเร็ว ๆ ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า ลองขายอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ดูก่อน ถ้าขายแล้วดีค่อยหาทางขยับขยายต่อ แต่ถ้าลองแล้วไม่เวิร์ค ก็ไม่เจ็บตัวมาก เรียนรู้จากการทำจริงด้วยตัวเองดีที่สุด บางทีทำไปมาก ๆ แล้วท่านอาจจะพบว่าตัวเองไม่อยากขายของแล้วก็ได้

 

วิธีดูความน่าเชื่อถือของผู้ขายในเว็บ taobao

หลังจากทำการค้นหาสินค้าในเว็บ taobao แล้ว หลายครั้งเราจะพบผู้ขายจำนวนมากขายสินค้าชนิดเดียวกัน ราคาก็เท่ากันบ้างต่างกันบ้าง ส่วนใหญ่เราก็อยากจะซื้อสินค้าที่ราคาถูกกว่า แต่ก็กลัวจะโดนหลอกขายของปลอมหรือของที่ด้อยคุณภาพ แล้วเราจะหลีกเลี่ยงการโดนหลอกได้หรือไม่

ได้ครับ ผมเชื่อว่าหลีกเลี่ยงได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ โดยการประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ขายจากข้อมูลที่เว็บ taobao มีให้อยู่แล้ว นั่นคือประวัติการขายและฟีดแบ็คจากลูกค้าที่เคยซื้อสินค้ามาก่อนเรา ถ้าใครคุ้นเคยกับระบบฟีดแบ็คของเว็บ ebay ก็จะเข้าใจได้ง่าย เพราะเว็บ taobao ก็ทำระบบนี้มาคล้าย ๆ กัน

วิธีประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ขายในเว็บ taobao ที่ผมนำเสนอนี้ อาจจะมีส่วนเหมือนหรือต่างจากที่มีคนเคยแนะนำกันมาแล้วก็ได้ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าวิธีของผมนั้นไม่ยากและได้ผลดีพอสมควร คือช่วยให้หลีกเลี่ยงการโดนหลอกขายสินค้าห่วย ๆ ในราคาแพงเกินความเป็นจริงได้

เอาล่ะ สมมติว่าเราได้เลือกสินค้าขึ้นมารายการหนึ่ง มีรายละเอียดในหน้าเว็บ taobao ตามรูปด้านล่างนี้

 

seller101

 

 

ในกรอบทางขวาจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นของผู้ขาย เราลองขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นนิดนึงเพื่อดูว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง

 

seller102

 

  1. ชื่อร้านค้า
  2. ระดับของเครดิต แสดงด้วยสัญลักษณ์เรียงลำดับจากเครดิตน้อยไปหามากเป็นรูปหัวใจ เพชร มงกุฎ และมงกุฎทอง ระดับของเครดิตนี้ได้มาจากการสะสมคะแนนฟีดแบ็คจากผู้ซื้อ ยิ่งสะสมได้มากก็ยิ่งได้ระดับของเครดิตที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่หัวใจ 1 ดวงไปจนถึงสูงสุดคือมงกุฎทอง 5 หัว
  3. ชื่อล็อกอินของผู้ขาย อาจจะเหมือนหรือต่างจากชื่อร้านค้าในข้อ 1 ก็ได้
  4. หลักประกันความน่าเชื่อถือของผู้ขาย ตัวเลข 1000 ในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กคือจำนวนเงินประกันที่ผู้ขายได้วางเงินไว้กับเว็บ taobao หากเกิดปัญหาผู้ขายไม่ยอมทำตามข้อตกลงการซื้อขาย ทางเว็บ taobao มีสิทธิ์จะใช้เงินประกันนี้จ่ายคืนความเสียหายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าไปก่อน
  5. คะแนนประเมินจากผู้ซื้อ คะแนนเต็มคือ 5 ถ้าตัวเลขคะแนนเป็นสีแดงแปลว่าดี เพราะมันหมายถึงได้คะแนนดีกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ขายอื่น ๆ ในหมวดสินค้าเดียวกัน ถ้าเป็นสีเขียวแปลว่าคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม

 

พอได้ข้อมูลคร่าว ๆ แล้ว ทีนี้ให้เราคลิกที่สัญลักษณ์รูปเพชรหรือที่เลขคะแนน 4.8 ก็ได้ มันจะนำเราไปสู่หน้าเว็บใหม่ที่เป็นข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับผู้ขาย ดังรูปด้านล่างนี้

 

seller103

 

 

หัวข้อ คะแนนประเมินจากผู้ซื้อ ก็คืออันเดียวกันกับที่เราดูไปแล้วในกรอบเล็กที่หน้ารายละเอียดสินค้า แต่หน้านี้จะมีรายละเอียดมากขึ้นว่าคะแนน 4.8 นั้นมาจากผู้ซื้อที่ให้คะแนนกี่คน และแจกแจงให้ด้วยว่ามีผู้ให้คะแนนเต็ม 5 กี่เปอร์เซ็นต์

กรอบถัดมาเป็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับการให้บริการในรอบ 30 วัน ซึ่งมีหัวข้อเรียงตามลำดับดังนี้

  • ความรวดเร็วในการคืนเงิน ได้ 2.96 วัน มากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคือ 1.13 วัน แปลว่าคืนเงินช้ากว่าเพื่อนผู้ขายคนอื่น ๆ
  • เคสที่มีการคืนเงินในรอบ 30 วัน 1.49% น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคือ 3.38% แปลว่าดี เพราะมีเคสน้อยกว่าเพื่อน
  • ปัญหาพิพาทกับผู้ซื้อในรอบ 30 วัน 0.00% แปลว่าไม่มีเคสร้องเรียน
  • จำนวนครั้งที่ถูกปรับโทษในรอบ 30 วัน 0 ครั้ง แปลว่าไม่เคยถูกปรับโทษโดยเว็บ taobao

 

กรอบถัดมาคือคะแนนฟีดแบ็ค ซึ่งมีรายละเอียดตามรูปด้านล่างนี้

 

seller105

 

ผู้ขายรายนี้มีคะแนนฟีดแบ็ค 99.03 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนนี้เราจะเห็นข้อมูลที่แสดงเป็นคะแนนฟีดแบ็คในช่วง 1 เดือน ซึ่งแบ่งเป็น positive 65, neutral 0 และ negative 1 และเรายังสามารถคลิกดูคะแนนในช่วงเวลาอื่น ๆ ได้อีกคือช่วง 1 สัปดาห์ ครึ่งปี และนานกว่าครึ่งปี

นอกจากนี้ ในหน้าข้อมูลผู้ขายอย่างละเอียดยังมีข้อมูลอีกบางส่วนซ่อนอยู่ในกรอบแบบ drop down เราต้องเลื่อนเม้าส์ไปชี้บริเวณชื่อร้านค้าด้านบนสุด ข้อมูลในกรอบ drop down จะเปิดลงมาดังนี้

 

seller104

 

ในส่วนนี้มีข้อมูลที่ไม่ซ้ำกับส่วนอื่น ๆ เลยคือ วันที่ผู้ขายลงทะเบียนยืนยันตัวตนกับเว็บ alipay ซึ่งเป็นเว็บระบบชำระเงินใน taobao ซึ่งจะบ่งบอกได้ว่าผู้ขายรายนี้ใช้ชื่อล็อกอินนี้ในการขายสินค้ามานานเท่าใดแล้ว ในตัวอย่างนี้คือ 2013-11-29 หมายถึงปี 2013 เดือน 11 (พฤศจิกายน) วันที่ 29 ถ้านับจนถึงเดือนกันยายนปี 2015 เท่ากับว่าผู้ขายรายนี้เปิดตัวมาแล้วเกือบสองปี

 

ดูเหมือนจะมีข้อมูลเยอะแยะมากมาย แล้วเราจะประเมินอย่างไรดีว่าผู้ขายที่เราดูอยู่นั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ สามารถซื้อสินค้ากับผู้ขายรายนี้ได้อย่างสบายใจหรือเปล่า บางคนบอกว่าต้องมีมงกุฎ บางคนบอกว่าต้องได้คะแนนมากกว่า 4.7 ซึ่งก็ไม่ผิดหรอก แต่อาจจะไม่พอ เพราะบางทีผู้ขายก็สร้างคะแนนพวกนี้ขึ้นมาได้จากการซื้อขายหลอก ๆ ที่คนซื้อคนขายเป็นพวกเดียวกันหรือเป็นคน ๆ เดียวกันแต่ใช้หลายล็อกอิน

แล้วจะดูยังไงดี สำหรับผมมีสูตรที่ไม่ยากและใช้ได้ผลค่อนข้างดีอยู่สูตรนึง ใช้มานานแล้วก็ยังรู้สึกว่าเวิร์คอยู่ ขอสรุปเป็นข้อ ๆ เลยนะครับ

  1. เปิดร้านขายสินค้ามานานอย่างน้อย 1 ปี ยิ่งนานกว่า 5 ปียิ่งดี เพราะร้านค้าที่อยู่มานานขนาดนี้ถือว่ามีตัวตนในทางการค้าแล้ว มีลูกค้าเคยซื้อสินค้ามาแล้วมากมาย ร้านเหล่านี้จะไม่ยอมทำลายเครดิตของตัวเองง่าย ๆ ด้วยการหลอกลวงผู้ซื้อหรือย้อมแมวสินค้า เพราะกว่าจะได้เครดิตระดับนี้มาใช้เวลาในการสั่งสมนานทีเดียว ถ้าเสียหายไปจะสร้างความเสียหายต่อธุรกิจของพวกเขามากกว่าเงินกำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะได้จากการหลอกขายสินค้าเกินราคาที่เป็นจริง เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียครับ
  2. มีคะแนนประเมินจากผู้ซื้อเป็นสีแดง คือดีกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน โดยเฉพาะในหัวข้อแรกคือ การให้รายละเอียดสินค้าตรงกับความเป็นจริง ควรได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 4.7 และดีกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนร่วมอาชีพด้วย
  3. มีคะแนนฟีดแบ็คในรอบ 6 เดือนเป็น neutral และ negative รวมกันไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนฟีดแบ็คทั้งหมด ถึงแม้จะเป็นร้านค้าที่น่าเชื่อถือระดับต้น ๆ ของกลุ่มก็ยังอาจโดนลูกค้าเข้าใจผิดและให้ฟีดแบ็คเป็น neutral หรือ negative ได้ จึงเป็นไปได้ยากที่จะได้ฟีดแบ็คสมบูรณ์แบบ 100% positive แต่เท่าที่ผมสังเกตมา ร้านดี ๆ ส่วนใหญ่มักจะมีฟีดแบ็คไม่ดีแค่ไม่เกิน 1 – 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สรุปเลยว่าถ้าผู้ขายผ่านเกณฑ์สามข้อนี้ได้ก็น่าเชื่อถือพอสมควร แต่ถ้าสอบตกเล็กน้อยในบางข้อก็ยังอาจจะตัดสินใจซื้อได้ โดยดูข้อมูลอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติมอีกหน่อย เช่น ผู้ขายมีวางเงินเป็นหลักประกันไว้กับเว็บ taobao หรือไม่ มีอัตราของเคสที่มีการคืนเงินเท่าไร เป็นต้น แล้วลองประเมินดูว่าเราควรจะเสี่ยงกับผู้ขายรายนั้น ๆ หรือไม่

สุดท้ายของบทความนี้ผมอยากจะฝากไว้ว่า มาตรฐานของผู้ขายสินค้าในจีนโดยทั่วไปยังไม่ทัดเทียมกับประเทศตะวันตกหลาย ๆ ประเทศหรือแม้แต่เกาหลีและญี่ปุ่น ดังนั้น เราควรทำการประเมินสินค้าจีนและผู้ขายจีนโดยเปรียบเทียบกับจีนด้วยกันเอง แล้วเลือกซื้อสินค้ากับผู้ขายที่เราคิดว่าดีที่สุดในกลุ่ม เราอาจจะไม่ได้สินค้าและบริการมาตรฐานญี่ปุ่น แต่อย่างน้อยเราก็จะได้สินค้าจีนที่เป็นของเกรดดี และซื้อได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ไม่โดนโก่งราคาขายเกินความเป็นจริงที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดจีนด้วยกันเอง

 

 

วิธีหาสินค้าในเว็บ taobao

การหาสินค้าในเว็บ taobao เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนที่อยากสั่งซื้อสินค้าจากจีนสนใจ แต่เนื่องจากเว็บ taobao เป็นเว็บภาษาจีน แม้ว่าปัจจุบันจะมีบางส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษบ้างแล้ว แต่โครงสร้างหลักยังเป็นภาษาจีนอยู่ จึงยังเป็นอุปสรรคในการค้นหาสินค้าสำหรับคนไทยทั่ว ๆ ไป

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนนะครับว่าวิธีการค้นหาสินค้าในเว็บ taobao สำหรับผู้ที่ไม่รู้ภาษาจีนนั้นทำได้หลายวิธี แล้วแต่เงื่อนไขและความถนัดของแต่ละคน บางคนก็ใช้ Google Chrome แปลหน้าเว็บ บางคนก็ค้นหาเป็นภาษาอังกฤษในเว็บ aliexpress ก่อนแล้วค่อยแปล keyword มาค้นหาในเว็บ taobao อีกที บางคนก็ใช้รูปภาพในการค้นหา เป็นต้น ในบทความนี้ผมจะขอแนะนำวิธีที่ผมคิดว่าง่ายและได้ผลดีพอควร เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เคยได้ยินชื่อ taobao มาบ้างแต่ยังไม่เคยสั่งซื้อ ส่วนผลลัพธ์ที่ค้นหาได้จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น ประเภทของสินค้า รายละเอียดของสินค้า หรือการเลือกใช้ keyword ฯลฯ

เอาล่ะ มาเริ่มกันเลยดีกว่า สมมติว่าเราจะหาสินค้า “ไฟหน้ารถจักรยาน” มาใช้ซักอัน ลองดูว่าถ้าใช้วิธีนี้จะหาเจออะไรบ้าง

 

  • เข้าเว็บเถาเป่าที่ taobao.com ซึ่งในช่วงนี้เรามักจะถูกส่งไปที่เว็บเวอร์ชั่น taobao world เพราะเราเข้าจากเมืองไทย

 

search101

หน้าแรกของเว็บ taobao.com เวอร์ชั่น World ที่มีช่องสำหรับพิมพ์คำค้นหาหรือ keyword อยู่ด้านบน ส่วนคอลัมน์ทางซ้ายมือเป็นหมวดหมู่ของสินค้า มีรูปสัญลักษณ์เล็ก ๆ พอให้เดาได้ว่าเป็นหมวดหมู่สินค้าอะไร

 

  • พิมพ์คำค้นหาที่เป็นภาษาอังกฤษลงไปในช่องพิมพ์คำค้นหาตรง ๆ เลย ในที่นี้ก็คือคำว่า bicycle head light แล้วกด Enter หรือคลิกที่สัญลักษณ์แว่นขยาย ก็จะได้ผลการค้นหาประมาณนี้

 

search102

สังเกตว่าคำบรรยายสินค้าใต้รูปภาพจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และจำนวนรายการที่ค้นพบมีเพียง 274 รายการเท่านั้น ซึ่งค่อนข้างน้อยสำหรับเว็บ taobao

 

  • ลองไล่ดูสินค้าในผลการค้นหาที่ได้ก่อนครับ ว่ามีอันไหนบ้างที่มีคำที่น่าจะเป็นชื่อยี่ห้อ รหัสรุ่น ซึ่งจะเป็นคำเฉพาะ เช่นในตัวอย่างนี้ผมคิดว่า CREE Q5 ในสินค้ารายการที่สอง น่าจะเป็นคำเฉพาะ เราลองพิมพ์คำนี้ลงในช่องคำค้นหาดูครับ

 

search103

ได้ผลการค้นหาประมาณนี้ก็แปลว่าเริ่มเข้าเค้าแล้วล่ะครับ ดูจากคำบรรยายสินค้าใต้รูปภาพเป็นภาษาจีนแล้ว แต่บังเอิญว่า CREE Q5 มันเป็นไฟฉายที่สามารถนำมาติดหน้ารถจักรยานได้ ไม่ใช่ไฟติดรถจักรยานโดยเฉพาะ เราจึงเห็นแต่สินค้าที่เป็นแต่ไฟฉายเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยเห็นแบบที่ติดหน้าจักรยาน แต่ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ดูต่อไปก่อนครับ

 

  • ไล่ดูรูปภาพสินค้าที่น่าจะอยู่ในประเภทเดียวกับที่เรากำลังสนใจ ผมไล่ดูลงมาเรื่อย ๆ ก็เจอรูปนึงที่น่าจะใช่ คือรูปในกรอบสีเขียวตามภาพด้านล่างนี้ครับ

 

search104

 

ถ้าเจอแบบนี้ก็คลิกที่รูปเพื่อเข้าไปดูรายละเอียดก่อนเลยครับ จะเห็นรายละเอียดตามรูปด้านล่างนี้

 

search105

 

  • นำชื่อสินค้าไปวิเคราะห์หา keyword โดยการ copy ข้อความที่เป็นชื่อสินค้าทั้งหมดไปแปะในโปรแกรม google translate (translate.google.com) โดยเลือกแปลจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ

 

search106

ในโปรแกรม google translate จริง ๆ กรอบแปลเป็นอังกฤษจะอยู่ทางขวาของกรอบภาษาจีน แต่เพื่อให้ดูชัดเจนขึ้นในบทความนี้ ผมจึงตัดรูปเอากรอบแปลภาษาอังกฤษมาแปะไว้ด้านล่างแทนนะครับ

ในช่อง Chinese ก็คือชื่อสินค้าทั้งหมดที่เรา copy มาแปะไว้ ได้คำแปลภาษาอังกฤษทั้งหมดซึ่งอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรเพราะแปลด้วยเครื่อง แต่เราก็พอจะใช้ประโยชน์จากมันได้ ให้เราเอาเมาส์ไปชี้ตรงคำภาษาอังกฤษที่เราสนใจ เช่นคำว่า bike ตามรูป ในกรอบภาษาจีนก็จะมีไฮไลท์ตรงคำที่มีความหมายเดียวกัน ซึ่งก็คือคำว่า 自行车

หรือเราอาจจะคลิกเม้าส์ตรงคำที่เราสนใจเลยก็ได้ แล้วดูคำแปลที่ด้านล่างของกรอบภาษาอังกฤษ ดังรูปข้างล่างนี้

 

search107

 

ตรงนี้เราก็จะได้คำว่า 前灯 ที่แปลว่า headlight

 

เมื่อนำมารวมกันก็จะเป็นคำว่า 自行车 前灯 หมายถึง bike headlight ทีนี้เราก็กลับไปที่เว็บเถาเป่าอีกครั้ง copy คำค้นหาภาษาจีนที่ได้จากโปรแกรม google translate ไปแปะในช่องพิมพ์คำค้นหาบนเว็บเถาเป่าอีกครั้ง

 

search108

 

เราจะได้ผลการค้นหามากถึง 36,000 กว่ารายการ ทีนี้ก็เลือกดูจากรูปเลยครับว่าชอบแบบไหน ราคาที่เห็นเป็นตัวเลขสีส้มนั้นมีหน่วยเป็นเงินสกุลหยวนของจีน ส่วนตัวเลขสีเทาที่อยู่ใต้ภาพสินค้าเป็นตัวเลขจำนวนสินค้าที่ขายไปแล้ว เช่นรายการแรกขายไปแล้ว 14777 ชิ้น ดูจากผลการค้นหานี้แล้วเราสนใจแบบไหนก็คลิกที่รูปเพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของสินค้าได้เลย

หากไล่ดูไปจนหมดหน้าแล้วยังไม่เจอแบบที่ถูกใจก็คลิกต่อไปที่หน้า 2 (คลิกที่เลข 2 ด้านล่างสุดของแถวรายการสินค้า) เราสามารถไล่ดูไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอหรือหมดหน้าสุดท้าย แต่ส่วนใหญ่ดูแค่ไม่เกิน 4-5 หน้าก็น่าจะเจออะไรบ้างแล้ว ถ้าดูไปเป็นสิบหน้าแล้วยังไม่เจออะไรที่ใกล้เคียงกับที่เราสนใจก็ควรจะเริ่มต้นค้นหาใหม่ด้วย keyword อื่นดีกว่าครับ

สมมติว่าเราต้องการสั่งซื้อสินค้าอันที่ 3 ให้คลิกที่รูปสินค้าแล้วก็จะเข้าสู่หน้ารายละเอียดสินค้าตามรูปด้านล่างนี้

 

search109

 

 

และหากเราต้องการจะสั่งซื้อสินค้านี้โดยให้เอเยนต์ดำเนินการให้ ก็สามารถก็อปปี้ที่อยู่เว็บหรือ url เอาไว้เพื่อส่งให้เอเยนต์คิดราคาให้ เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเอเยนต์ไป เรารอจ่ายเงินและรอรับของเท่านั้น

 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่ผมคิดว่าพอใช้ได้สำหรับคนที่ไม่รู้ภาษาจีนเลย เวลาค้นหาจริง ๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนอย่างนี้ทั้งหมดก็ได้ ประยุกต์พลิกแพลงได้ตามความถนัดของท่านเอง เช่น ท่านอาจจะมีน้องมีหลานที่เรียนภาษาจีนอยู่ ก็ขอให้เขาช่วยพิมพ์คำค้นภาษาจีนที่ต้องการลงในเว็บโดยตรงเลยก็ได้ หรือในกรณีที่สินค้าที่ท่านสนใจมีคำเฉพาะที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ก็พิมพ์คำเฉพาะนั้นลงไปเลย อาจจะเจอสิ่งที่ต้องการทันที ไม่จำเป็นต้องไปหาคำค้นภาษาจีนใน google translate อีก อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าคนที่ค้นหาสินค้าบ่อย ๆ จะพบเทคนิคใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นความชำนาญในแบบของตัวเอง จนแม้แต่เอเยนต์ยังทึ่งว่าหาสินค้ามาได้อย่างไร

ขอให้สนุกกับการหาสินค้าที่อยากได้ในเว็บเถาเป่านะครับ

สั่งสินค้าจากจีน เริ่มต้นอย่างไรดี

สำหรับมือใหม่ที่สนใจอยากสั่งซื้อสินค้าจากจีน ท่านอาจจะกำลังมึนงงอยู่กับข้อมูลเยอะแยะมากมายที่เสิร์ชเจอ ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี ผมอยากบอกว่ามันไม่มีสูตรตายตัวหรอกว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไรจึงจะดีที่สุด เงื่อนไขและความต้องการของแต่ละคนในแต่ละเวลาแตกต่างกัน และปัจจุบันก็มีช่องทางและวิธีการในการสั่งซื้อได้หลายทาง เช่น สั่งซื้อเองทางเว็บ aliexpress หรือสั่งซื้อทางเว็บ taobao ผ่านเอเยนต์ เป็นต้น

ในที่นี้ผมขอแนะนำแนวทางที่ผมคิดว่าดีที่สุดสำหรับท่านที่ต้องการสั่งซื้อทีละน้อย ๆ แบบชิ้นสองชิ้นสำหรับใช้เอง ลองสั่งมาเป็นตัวอย่างดูว่าสินค้ามีคุณภาพเป็นอย่างไร หรือสั่งเป็นล็อตเล็ก ๆ ไม่เกิน 5 กิโลกรัม สำหรับเอาไปลองตลาดดูก่อน

กรณีสั่งจำนวนน้อย ๆ แบบนี้ ส่วนใหญ่เราจะรู้จักสินค้าอยู่ก่อนแล้ว คือรู้ว่ามันดีอย่างไร มีคุณสมบัติพิเศษต่างจากสินค้าที่หาซื้อได้ทั่วไปอย่างไร และรู้ด้วยว่าสินค้าชนิดนั้นต้องมาจากประเทศจีนแน่ ๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะสั่งซื้อได้อย่างไร

หากท่านใช้ภาษาอังกฤษได้ มีบัตรเครดิต เคยสั่งซื้อสินค้าจากเว็บ ebay หรือ amazon มาก่อน ก็สามารถค้นหาสินค้าและสั่งซื้อด้วยตนเองได้ทางเว็บ aliexpress ซึ่งเป็นเว็บตลาดกลางที่คนจีนนำสินค้ามาขายให้คนต่างชาติ วิธีการสมัครและสั่งซื้อก็เหมือน ๆ กับเว็บภาษาอังกฤษอื่น ๆ โดยท่านสามารถสื่อสารและเจรจาต่อรองกับผู้ขายเองได้โดยตรง แต่ก็ต้องศึกษาวิธีการเลือกผู้ขายที่น่าเชื่อถือ และต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะถูกเก็บภาษีนำเข้าเมื่อสินค้าส่งมาถึงเมืองไทยด้วย

ราคาสินค้าในเว็บ aliexpress ส่วนใหญ่จะถูกกว่าราคาขายปลีกในเมืองไทย แต่หากสินค้าถูกสุ่มตรวจและต้องเสียภาษีศุลกากรก็อาจจะกลายเป็นแพงกว่าก็ได้

สำหรับท่านที่ไม่ถนัดเรื่องภาษาและไม่อยากเสี่ยงดวงเรื่องภาษี ก็มีทางเลือกให้สั่งผ่านเอเยนต์ได้ การสั่งผ่านเอเยนต์แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่บางครั้งก็ยังคงถูกกว่าสั่งซื้อเองทางเว็บ aliexpress ทั้งนี้เพราะราคาสินค้าในเว็บ taobao ส่วนใหญ่จะยังถูกกว่า ส่วนวิธีการเลือกเอเยนต์ผมขอพูดถึงสั้น ๆ แค่ว่า เลือกเจ้าที่เราคุยรู้เรื่อง ให้ข้อมูลชัดเจน แล้วทดลองใช้บริการดู ดีหรือไม่ดีก็จะรู้ได้เองครับ

เอาล่ะ สมมติว่าเราเลือกแล้วว่าจะสั่งผ่านเอเยนต์ ขั้นตอนต่อไปคือการติดต่อเอเยนต์ที่เราเลือกไว้เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการสั่งซื้อ วิธีคิดค่าใช้จ่าย การชำระเงิน ระยะเวลารอสินค้า และเงื่อนไขการรับประกัน นอกจากนี้ หากเรามีสินค้าในใจอยู่แล้วว่าต้องการสั่งซื้ออะไร จำนวนเท่าไร ก็อาจจะแจ้งเอเยนต์ไปเลยก็ได้ เพื่อให้เอเยนต์ประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ก่อนจะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่

แม้ว่าเอเยนต์จะสามารถให้คำปรึกษาแก่เราได้ในเรื่องการเลือกร้านค้าที่น่าเชื่อถือ แต่การตัดสินใจว่าจะสั่งซื้อหรือไม่ยังคงเป็นความรับผิดชอบของเราเองอยู่ดี ดังนั้น จึงเป็นการดีกว่าที่เราจะรู้จักวิธีเลือกสินค้าและร้านค้าที่น่าเชื่อถือได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะการสั่งซื้อสินค้าในเว็บ taobao ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและประวัติผู้ขายให้เรามากพอที่จะประเมินเองได้ไม่ยาก

เนื่องจากบทความนี้เน้นที่การสั่งซื้อจำนวนน้อย ๆ เป็นหลัก ผมจึงแนะนำให้ใช้เว็บเถาเป่า หรือ taobao.com เป็นแหล่งค้นหา เพราะมันเป็นเว็บตลาดกลางค้าปลีก e-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในจีน มีสินค้าให้เลือกมากมายกับความหลากหลายอย่างมหาศาล และที่สำคัญ มีสินค้าแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่หาซื้อไม่ได้ในเมืองไทยหรือบางครั้งแม้แต่ในเว็บ aliexpress ก็ยังไม่มี ดังนั้น มันจึงเป็นแหล่งค้นหาที่ง่าย สะดวก และได้ผลค่อนข้างดีกว่าช่องทางค้นหาอื่น ๆ นอกจากนี้ ผลการค้นหายังสามารถนำไปใช้อ้างอิงและเจรจากับเอเยนต์ที่รับสั่งซื้อได้เลย ไม่ต้องอธิบายความกันให้ยุ่งยากอีก

การค้นหาสินค้าที่ต้องการในเว็บเถาเป่าบางครั้งก็ง่าย ไม่กี่วินาทีก็เจอแล้ว แต่บางครั้งก็ยากมาก ต้องค้นหาอยู่นานหลายชั่วโมง และก็อาจจะมีบ้างเหมือนกันที่หาแล้วหาอีกก็ไม่พบ และก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าสินค้าหลาย ๆ อย่างไม่มีขายในเว็บ taobao ผลลัพธ์ของการค้นหาขึ้นอยู่กับชนิดและข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่เรามีอยู่ด้วย ในคราวหน้าผมจะเขียนถึงวิธีการค้นหาโดยเฉพาะอีกตอนหนึ่ง แต่ตอนนี้ขอข้ามไปขั้นที่หาเจอแล้วก่อนนะครับ

เมื่อเราพบสินค้าที่ต้องการในเว็บ taobao แล้ว สิ่งที่เราควรรู้เกี่ยวกับสินค้ามีอยู่หลายอย่าง แต่ผมคิดว่าที่สำคัญและจำเป็นจริง ๆ ก็มีไม่กี่อย่างเท่านั้น เรามาดูกันตามภาพต่อไปนี้ครับ

product-info

  1. ราคา ในภาพเป็นราคาแบบเป็นช่วงตั้งแต่ 129 – 142 หยวน แสดงว่าสินค้าแต่ละแบบที่มีให้เลือกมีราคาแตกต่างกัน เราต้องคลิกเลือกแบบสินค้าในข้อ 3 และ 4 เสียก่อนจึงจะเห็นราคาที่เป็นราคาขายของแบบที่เลือกนั้น
  2. ค่าจัดส่ง หมายถึงค่าจัดส่งในจีน จากสถานที่ส่งของของผู้ขายถึงที่อยู่ของผู้สั่งซื้อซึ่งเป็นเอเยนต์ในประเทศจีน ยังไม่เกี่ยวกับค่าจัดส่งจากจีนมาไทยนะครับ ในรูปไม่มีตัวเลขราคาค่าจัดส่ง มีแต่ตัวหนังสือจีน 免运费 แปลว่าส่งฟรีครับ
  3. สี ในรูปตัวอย่างจะเป็นรูปเล็ก ๆ ให้เลือกว่าจะเอาแบบแขนสั้นหรือแขนยาว แปลว่าผู้ขายใช้ช่องตัวเลือกสีตรงนี้มาตั้งเป็นตัวเลือกแบบเสื้อเอาเอง
  4. ไซส์ มี S, M, L, XL, 2XL, 3XL และ 4XL และในแต่ละขนาดผู้ขายได้เพิ่มข้อความบอกน้ำหนักของผู้สวมใส่ที่เหมาะกับแต่ละไซส์ไว้ด้วย เช่น ไซส์ L เหมาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัว 65-75 กิโลกรัม เป็นต้น หากมีปัญหาในการเลือกไซส์ ก็ลองเลื่อนลงไปดูรายละเอียดสินค้าด้านล่าง ผู้ขายอาจจะลงเป็นตารางขนาดของแขน อก เอว ไว้สำหรับเทียบไซส์ของผู้ซื้อด้วย
  5. จำนวนสต็อก หมายถึง จำนวนสินค้าที่มีอยู่ในสต็อกของผู้ขาย ในรูปเราเห็นตัวเลข 714 แปลว่ามีสินค้าเหลืออยู่ 714 ตัว แต่เป็นสต็อกของทุกแบบทุกไซส์รวมกัน ถ้าต้องการดูว่าแบบแขนยาวไซส์ M เหลือกี่ตัว ให้คลิกเลือกแบบแขนยาวและไซส์ M เสียก่อน ตัวเลขจึงจะเปลี่ยนเป็นจำนวนสต็อกในแบบที่เราต้องการ

เอาล่ะ ผมคิดว่าในเบื้องต้นขอแนะนำไว้ประมาณนี้ก่อน แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการนำไปคำนวณราคาได้แล้ว จริง ๆ ในภาพตัวอย่างยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจสินค้าได้มากขึ้นด้วย แต่ยังไม่จำเป็นมากนักสำหรับมือใหม่ และผมคิดว่าคงได้เขียนถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดกว่านี้อีกในโอกาสต่อ ๆ ไป