วิธีดูความน่าเชื่อถือของผู้ขายในเว็บ taobao

หลังจากทำการค้นหาสินค้าในเว็บ taobao แล้ว หลายครั้งเราจะพบผู้ขายจำนวนมากขายสินค้าชนิดเดียวกัน ราคาก็เท่ากันบ้างต่างกันบ้าง ส่วนใหญ่เราก็อยากจะซื้อสินค้าที่ราคาถูกกว่า แต่ก็กลัวจะโดนหลอกขายของปลอมหรือของที่ด้อยคุณภาพ แล้วเราจะหลีกเลี่ยงการโดนหลอกได้หรือไม่

ได้ครับ ผมเชื่อว่าหลีกเลี่ยงได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ โดยการประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ขายจากข้อมูลที่เว็บ taobao มีให้อยู่แล้ว นั่นคือประวัติการขายและฟีดแบ็คจากลูกค้าที่เคยซื้อสินค้ามาก่อนเรา ถ้าใครคุ้นเคยกับระบบฟีดแบ็คของเว็บ ebay ก็จะเข้าใจได้ง่าย เพราะเว็บ taobao ก็ทำระบบนี้มาคล้าย ๆ กัน

วิธีประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ขายในเว็บ taobao ที่ผมนำเสนอนี้ อาจจะมีส่วนเหมือนหรือต่างจากที่มีคนเคยแนะนำกันมาแล้วก็ได้ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าวิธีของผมนั้นไม่ยากและได้ผลดีพอสมควร คือช่วยให้หลีกเลี่ยงการโดนหลอกขายสินค้าห่วย ๆ ในราคาแพงเกินความเป็นจริงได้

เอาล่ะ สมมติว่าเราได้เลือกสินค้าขึ้นมารายการหนึ่ง มีรายละเอียดในหน้าเว็บ taobao ตามรูปด้านล่างนี้

 

seller101

 

 

ในกรอบทางขวาจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นของผู้ขาย เราลองขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นนิดนึงเพื่อดูว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง

 

seller102

 

  1. ชื่อร้านค้า
  2. ระดับของเครดิต แสดงด้วยสัญลักษณ์เรียงลำดับจากเครดิตน้อยไปหามากเป็นรูปหัวใจ เพชร มงกุฎ และมงกุฎทอง ระดับของเครดิตนี้ได้มาจากการสะสมคะแนนฟีดแบ็คจากผู้ซื้อ ยิ่งสะสมได้มากก็ยิ่งได้ระดับของเครดิตที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่หัวใจ 1 ดวงไปจนถึงสูงสุดคือมงกุฎทอง 5 หัว
  3. ชื่อล็อกอินของผู้ขาย อาจจะเหมือนหรือต่างจากชื่อร้านค้าในข้อ 1 ก็ได้
  4. หลักประกันความน่าเชื่อถือของผู้ขาย ตัวเลข 1000 ในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กคือจำนวนเงินประกันที่ผู้ขายได้วางเงินไว้กับเว็บ taobao หากเกิดปัญหาผู้ขายไม่ยอมทำตามข้อตกลงการซื้อขาย ทางเว็บ taobao มีสิทธิ์จะใช้เงินประกันนี้จ่ายคืนความเสียหายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าไปก่อน
  5. คะแนนประเมินจากผู้ซื้อ คะแนนเต็มคือ 5 ถ้าตัวเลขคะแนนเป็นสีแดงแปลว่าดี เพราะมันหมายถึงได้คะแนนดีกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ขายอื่น ๆ ในหมวดสินค้าเดียวกัน ถ้าเป็นสีเขียวแปลว่าคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม

 

พอได้ข้อมูลคร่าว ๆ แล้ว ทีนี้ให้เราคลิกที่สัญลักษณ์รูปเพชรหรือที่เลขคะแนน 4.8 ก็ได้ มันจะนำเราไปสู่หน้าเว็บใหม่ที่เป็นข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับผู้ขาย ดังรูปด้านล่างนี้

 

seller103

 

 

หัวข้อ คะแนนประเมินจากผู้ซื้อ ก็คืออันเดียวกันกับที่เราดูไปแล้วในกรอบเล็กที่หน้ารายละเอียดสินค้า แต่หน้านี้จะมีรายละเอียดมากขึ้นว่าคะแนน 4.8 นั้นมาจากผู้ซื้อที่ให้คะแนนกี่คน และแจกแจงให้ด้วยว่ามีผู้ให้คะแนนเต็ม 5 กี่เปอร์เซ็นต์

กรอบถัดมาเป็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับการให้บริการในรอบ 30 วัน ซึ่งมีหัวข้อเรียงตามลำดับดังนี้

  • ความรวดเร็วในการคืนเงิน ได้ 2.96 วัน มากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคือ 1.13 วัน แปลว่าคืนเงินช้ากว่าเพื่อนผู้ขายคนอื่น ๆ
  • เคสที่มีการคืนเงินในรอบ 30 วัน 1.49% น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคือ 3.38% แปลว่าดี เพราะมีเคสน้อยกว่าเพื่อน
  • ปัญหาพิพาทกับผู้ซื้อในรอบ 30 วัน 0.00% แปลว่าไม่มีเคสร้องเรียน
  • จำนวนครั้งที่ถูกปรับโทษในรอบ 30 วัน 0 ครั้ง แปลว่าไม่เคยถูกปรับโทษโดยเว็บ taobao

 

กรอบถัดมาคือคะแนนฟีดแบ็ค ซึ่งมีรายละเอียดตามรูปด้านล่างนี้

 

seller105

 

ผู้ขายรายนี้มีคะแนนฟีดแบ็ค 99.03 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนนี้เราจะเห็นข้อมูลที่แสดงเป็นคะแนนฟีดแบ็คในช่วง 1 เดือน ซึ่งแบ่งเป็น positive 65, neutral 0 และ negative 1 และเรายังสามารถคลิกดูคะแนนในช่วงเวลาอื่น ๆ ได้อีกคือช่วง 1 สัปดาห์ ครึ่งปี และนานกว่าครึ่งปี

นอกจากนี้ ในหน้าข้อมูลผู้ขายอย่างละเอียดยังมีข้อมูลอีกบางส่วนซ่อนอยู่ในกรอบแบบ drop down เราต้องเลื่อนเม้าส์ไปชี้บริเวณชื่อร้านค้าด้านบนสุด ข้อมูลในกรอบ drop down จะเปิดลงมาดังนี้

 

seller104

 

ในส่วนนี้มีข้อมูลที่ไม่ซ้ำกับส่วนอื่น ๆ เลยคือ วันที่ผู้ขายลงทะเบียนยืนยันตัวตนกับเว็บ alipay ซึ่งเป็นเว็บระบบชำระเงินใน taobao ซึ่งจะบ่งบอกได้ว่าผู้ขายรายนี้ใช้ชื่อล็อกอินนี้ในการขายสินค้ามานานเท่าใดแล้ว ในตัวอย่างนี้คือ 2013-11-29 หมายถึงปี 2013 เดือน 11 (พฤศจิกายน) วันที่ 29 ถ้านับจนถึงเดือนกันยายนปี 2015 เท่ากับว่าผู้ขายรายนี้เปิดตัวมาแล้วเกือบสองปี

 

ดูเหมือนจะมีข้อมูลเยอะแยะมากมาย แล้วเราจะประเมินอย่างไรดีว่าผู้ขายที่เราดูอยู่นั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ สามารถซื้อสินค้ากับผู้ขายรายนี้ได้อย่างสบายใจหรือเปล่า บางคนบอกว่าต้องมีมงกุฎ บางคนบอกว่าต้องได้คะแนนมากกว่า 4.7 ซึ่งก็ไม่ผิดหรอก แต่อาจจะไม่พอ เพราะบางทีผู้ขายก็สร้างคะแนนพวกนี้ขึ้นมาได้จากการซื้อขายหลอก ๆ ที่คนซื้อคนขายเป็นพวกเดียวกันหรือเป็นคน ๆ เดียวกันแต่ใช้หลายล็อกอิน

แล้วจะดูยังไงดี สำหรับผมมีสูตรที่ไม่ยากและใช้ได้ผลค่อนข้างดีอยู่สูตรนึง ใช้มานานแล้วก็ยังรู้สึกว่าเวิร์คอยู่ ขอสรุปเป็นข้อ ๆ เลยนะครับ

  1. เปิดร้านขายสินค้ามานานอย่างน้อย 1 ปี ยิ่งนานกว่า 5 ปียิ่งดี เพราะร้านค้าที่อยู่มานานขนาดนี้ถือว่ามีตัวตนในทางการค้าแล้ว มีลูกค้าเคยซื้อสินค้ามาแล้วมากมาย ร้านเหล่านี้จะไม่ยอมทำลายเครดิตของตัวเองง่าย ๆ ด้วยการหลอกลวงผู้ซื้อหรือย้อมแมวสินค้า เพราะกว่าจะได้เครดิตระดับนี้มาใช้เวลาในการสั่งสมนานทีเดียว ถ้าเสียหายไปจะสร้างความเสียหายต่อธุรกิจของพวกเขามากกว่าเงินกำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะได้จากการหลอกขายสินค้าเกินราคาที่เป็นจริง เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียครับ
  2. มีคะแนนประเมินจากผู้ซื้อเป็นสีแดง คือดีกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน โดยเฉพาะในหัวข้อแรกคือ การให้รายละเอียดสินค้าตรงกับความเป็นจริง ควรได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 4.7 และดีกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนร่วมอาชีพด้วย
  3. มีคะแนนฟีดแบ็คในรอบ 6 เดือนเป็น neutral และ negative รวมกันไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนฟีดแบ็คทั้งหมด ถึงแม้จะเป็นร้านค้าที่น่าเชื่อถือระดับต้น ๆ ของกลุ่มก็ยังอาจโดนลูกค้าเข้าใจผิดและให้ฟีดแบ็คเป็น neutral หรือ negative ได้ จึงเป็นไปได้ยากที่จะได้ฟีดแบ็คสมบูรณ์แบบ 100% positive แต่เท่าที่ผมสังเกตมา ร้านดี ๆ ส่วนใหญ่มักจะมีฟีดแบ็คไม่ดีแค่ไม่เกิน 1 – 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สรุปเลยว่าถ้าผู้ขายผ่านเกณฑ์สามข้อนี้ได้ก็น่าเชื่อถือพอสมควร แต่ถ้าสอบตกเล็กน้อยในบางข้อก็ยังอาจจะตัดสินใจซื้อได้ โดยดูข้อมูลอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติมอีกหน่อย เช่น ผู้ขายมีวางเงินเป็นหลักประกันไว้กับเว็บ taobao หรือไม่ มีอัตราของเคสที่มีการคืนเงินเท่าไร เป็นต้น แล้วลองประเมินดูว่าเราควรจะเสี่ยงกับผู้ขายรายนั้น ๆ หรือไม่

สุดท้ายของบทความนี้ผมอยากจะฝากไว้ว่า มาตรฐานของผู้ขายสินค้าในจีนโดยทั่วไปยังไม่ทัดเทียมกับประเทศตะวันตกหลาย ๆ ประเทศหรือแม้แต่เกาหลีและญี่ปุ่น ดังนั้น เราควรทำการประเมินสินค้าจีนและผู้ขายจีนโดยเปรียบเทียบกับจีนด้วยกันเอง แล้วเลือกซื้อสินค้ากับผู้ขายที่เราคิดว่าดีที่สุดในกลุ่ม เราอาจจะไม่ได้สินค้าและบริการมาตรฐานญี่ปุ่น แต่อย่างน้อยเราก็จะได้สินค้าจีนที่เป็นของเกรดดี และซื้อได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ไม่โดนโก่งราคาขายเกินความเป็นจริงที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดจีนด้วยกันเอง

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *